Minari

Minari เป็นผู้กำกับและผู้เขียนบทของ Lee Isaac Chung เขาเป็นลูกครึ่งเกาหลี – อเมริกัน ที่นำเอาแรงบันดาลใจจากเรื่องราวในวัยเด็กของตัวเองมาสร้างเป็นภาพยนตร์หนังเล่าเรื่องราวของครอบครัวชาวเกาหลีที่ตัดสินใจจากบ้านเกิดไปอเมริกาโดยหวังจะปักหลัก แต่ด้วยความฝันฉันต้องย้ายจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองเริ่มนับศูนย์อีกครั้งกลายเป็นบททดสอบชีวิตของครอบครัวนี้

ถามว่าหนังสนุกมั้ยตอบตรงๆว่าไม่ แต่ถ้าถามว่าได้อะไรจากหนังมั้ย? ผมต้องตอบว่ามาก หนังเรื่องนี้เป็นเหมือนหนังสารคดีที่พาเราไปสำรวจเรื่องราวชีวิตของครอบครัวเกาหลีนี้ ผ่านหลากหลายแง่มุมหลากหลายตัวละครในครอบครัวทั้งพ่อแม่ลูกชายลูกสาวยายเราจะได้เห็นทั้งสองฝ่าย มุมมองของแต่ละบุคคลเกี่ยวกับชีวิตที่ทำให้เราได้ข้อคิดมากมายในการใช้ชีวิตในรูปแบบต่างๆ

หนังดูไม่ยากเลยเข้าใจง่าย มันก็ยังคงดำเนินต่อไป มีการบอกเล่าเรื่องราวทีละเล็กทีละน้อย ข้อคิดที่ซ่อนอยู่ระหว่างทางที่เฉียบคมไม่ใช่เล่นซึ่งนำเข้ามาจริงยังมีจุดที่คลุมเครืออีกมากและเรายังต้องการคำตอบในหลาย ๆ เรื่อง

ส่วนนักแสดงต้องบอกว่าแสดงดีไม่มีที่ติทุกคน ไม่แปลกใจเลยที่ Steven Yeun และ Yuh-Jung Youn ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์

สรุปมินาริไม่ใช่หนังสนุก แต่ถือว่าเป็นหนังที่ให้แง่คิดที่ดีเรื่องหนึ่งอย่างไรก็ตามโดยส่วนตัวแล้วถือว่ายังไม่กลมกล่อมอยู่ดีหลาย ๆ ฉากก็ยังไม่สามารถส่งอารมณ์นั้นให้เราได้ คือเข้าใจทุกสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถพาเราไปสัมผัสหรือติดตามได้ยังไม่พอไม่ใช่หนังที่บอกให้คุณลุกขึ้นเผชิญหน้ายอมรับชะตากรรม แต่เป็นหนังที่บอกให้คุณใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย

ปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงในทุกสิ่งที่จะเข้ามาในชีวิตของคุณ เช่นเดียวกับที่หนังเล่าถึงมินาริมันเป็นวัชพืชที่สามารถปลูกได้ทุกที่ มันสามารถเติบโตและเฟื่องฟูได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะมีลมฝนและแสงแดดมากแค่ไหนมันก็ยังคงเฟื่องฟู … นั่นคือสิ่งที่หนังเรื่องนี้ต้องการจะบอก

Minari

Minari is the director and screenwriter of Lee Isaac Chung. He is a Korean-American half-Korean who takes inspiration from his own childhood and creates a film about a Korean family who made a decision from home. Born to America hoping to settle down But with a dream, I had to move from city to city and start counting zero again, becoming the test of this family’s life.

Ask if the movie is fun or not. Directly answer that no. But if asked if you can get anything from the movie? I have to answer that a lot This movie is like a documentary film that takes us to explore the life story of this Korean family. Through a variety of aspects, a variety of characters in the family, including father, mother, son, daughter, grandmother, we can see both sides. The individual perspective on life that gives us a lot of insights into life in different ways.

The movie is not difficult to understand. It continues The stories are told little by little. The insights that are hidden along the way that are sharp, not play, which are actually brought in, still have a lot of vague points, and we still need answers to many things.

As for the actors, I must say that everyone is flawless. It’s no surprise that Steven Yeun and Yuh-Jung Youn were nominated for an Academy Award.

Adapt to changes in everything that will come into your life. Just as the movie tells of Minari, it is a weed that can be planted anywhere. It can grow and flourish quickly. No matter how much wind, rain and sunshine, it continues to flourish… that’s what this movie wants to say.

ขอบคุณเนื้อหาจาก :  Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ : ที่นี่

Chaos Walking

Chaos Walking เป็นหนังที่ดำเสนอเรื่องราวที่เเปลกใหม่เเละไม่เหมืยนที่หนังเรื่องไหนเคยทำ หนังได้ใช้พลังด้านความคิด ที่คิดอะไรจะเห็นอย่างนั้นได้ดีครับผม ใส่มาเยอะจนสนุก ทำให้หนังไม่เบื่อ ทอมฮอลแลนด์ เเสดงได้ดีมากเขากับบทบาทได้ดีจริงๆ

ข้อเสีย หนังเล่าเรื่องได้รวดเร็วสำหรับหนังที่เเต่มาจากนิยาย มันไม่เหมาะะครับควรเล่าเรื่องให้ละเอียดกว่านี้ เพราะ ในหนังเราเเทบไม่รู้อะไรเลยจริงๆ อย่างน้อง ซัก 2ชั่วโมง10กำลังดี

หนังตัดไปหลายส่วนจนทำให้หลายฉากที่หน้าจะเล่าได้ยาวกว่านี้จู่ๆก็ตัดไป ทำให้อารมณ์ในเรื่่องๆก็หายไปเฉยๆ เเละหนังไม่ได้เล่าฉากที่ตัดออกไปทำให้ไม่รู้ว่าต่อจากนั้นเกิดไรขึ้นพอมาอีกทีเป็นเเบบนี้เเล้วหรอเเบบงง ทำให้รู้สึกไม่ต่อเนื่อง

การเฉยๆปมในเรื่องที่มันดูง่ายเกินไปหมด ไม่สมกับที่รอคอย

Chaos Walking

Chaos Walking is a black movie that offers a completely new story and is not like any other movie ever made. The movie has used the power of thought. Who thinks something will be able to see that well Put a lot of fun. Keeping the movie boring, Tom Holland is really good at acting, he’s really good with the role.

The disadvantage Movie tells a story quickly for movies that are based on fiction It’s not right, we should tell the story more closely, because in the movie we really don’t know anything, like a younger sister, 2 hours and 10 just perfect.

The movie has been cut so many parts that the scenes on the page can be narrated longer than this. Causing the emotions in other matters to just disappear And the movie did not tell the scene that was cut out, so I don’t know what happened after it came again. Is it like this one? Makes you feel inconsistent.

Putting aside clues in things that are too easy to look at. Not suitable for what was waiting.

Chaos Walking

ขอบคุณเนื้อหาจาก :  Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ : ที่นี่

รีวิวหนังบอสฉันขยันเชือด

รีวิวหนังบอสฉันขยันเชือด ถือว่าเป็นหนังไทยที่น่าสนใจตั้งแต่ตัวอย่างและพล็อตเรื่อง ที่บอกเล่าเรื่องราวของพนักงานออฟฟิศที่สงสัยว่าบอสของพวกเขาเป็นฆาตกรต่อเนื่อง! แถมหนังยังมีเหล่านักแสดงที่น่าสนใจมากมายทั้ง

ไอซ์-ปรีชญา, มุกดา-นรินทร์รักษ์, เผือก-พงศธร, โอ๊ต-ปราโมทย์, ผักกาด-พอวิไล, ก้อง-สหรัถและ นอท-สัณหณัฐ (บ้านกูเอง) ตัวอย่างก็มีมุกบ้างประปราย เอาง่าย ๆ

เอากันที่จุดแรกคือนักแสดง ต้องบอกเลยว่านักแสดงแต่ละคนถือว่าแสดงได้ดีในอย่างที่ควรจะเป็น แต่น่าเสียดายบางตัวละครที่หนังไม่สามารถดึงศักยภาพออกมาให้คนดูได้เห็นสักเท่าไหร่ รวมถึงบางตัวละครจากต้นจนจบเรื่องก็ยังสงสัยว่า “มันมีความจำเป็นจริง ๆ หรอ

ต่อกันที่ความตลก หนังมีการหยอดมุกรายทางประปราย ที่เอาจริง ๆ ไม่ได้ฮาอะไรสักเท่าไหร่ ทำได้เพียงยิ้มมุมปากกับบางมุก ซึ่งส่วนมากออกไปทางแปกเสียด้วยซ้ำ จนต้องสะกิดตัวเอง

พาร์ทของความระทึกยิ่งสอบตกเข้าไปใหญ่ จากตัวอย่างมีศพนู่นนี่นั่น ทำให้พาลคิดไปอีกว่ามันต้องมีฉากไล่ฆ่า ฉากตื่นเต้น ลุ้นบ้างอะไรแบบนั้น แต่เอาเข้าจริง ๆ หนังกลับทำได้ไม่ถึง มีนะ แต่น้อย แถมยังไม่ตื่นเต้นเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่สามารถทำให้คนดูลุ้นตามเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเรื่องได้เลยแม้แต่น้อยแม้หลาย ๆ ฉากน่าจะขยี้ให้ตื่นเต้นได้ก็ตาม

รีวิวหนังบอสฉันขยันเชือด

รีวิวหนังบอสฉันขยันเชือด

Boss Movie Review, I’m Hard Work . Considered an interesting Thai movie from the trailer and plot. That tells the story of an office worker who suspects their boss is a serial killer! Plus, the movie features many interesting actors, both

Ice-Prichaya, Mukda-Narinrak, Taro-Phongsathorn, Oat-Pramote, Pakkad-Porwilai, Kong-Saharat and Not-Sanhan (Ban Koo himself). Some are sporadic and easy.

Let’s go together at the first stop is the actor. I must say that each performer is considered to perform well the way it should. Unfortunately, some of the characters that the movie cannot bring out their potential for the audience to see. Including some characters from beginning to end “Is it really necessary?

Continue to be funny The movie has pearl droplets along the way, which are really not really funny. Can only smile the corner of the mouth with some pearl Which most of them go out of the way even Until you have to poke yourself.

The part of the excitement, the more the exam falls. From the example, there was a corpse over there. Causing the bully to think that there must be a killing scene, an exciting scene, something like that

But actually put it in, the leather can’t be achieved, but a little, and it’s not even the slightest bit of excitement. Can’t get the audience to be excited by the events that take place in the story in the slightest, even though many scenes can be thrilling.

รีวิวหนังบอสฉันขยันเชือด

ขอบคุณเนื้อหาจาก :  Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ : ที่นี่

Godzilla Vs Kong

Godzilla Vs Kong บทส่งท้ายจักรวาลมอนสเตอร์ นับตั้งแต่ปี 2014 ที่ได้มีภาพยนตร์เรื่อง Godzilla ที่เป็นหนังเปิดจักรวาลมอนสเตอร์ให้กับทาง Legendary และ Warner Bros.

เป็นเจ้าของบทวิจาร์ณ์ที่เรียกได้ว่า แตกเป็น 2 ส่วน คือถูกใจนักวิจารณ์ แต่ไม่ถูกใจคนดูคอหนังแอคชั่น อาจเพราะด้วยที่ฉากน้องก็อดซิลล่า ออกมาน้อยกว่าคู่ปรับอย่าง

มูโตซะอีก ทำให้ จนทำให้ภาคหลัง ๆ ได้มีการปรับบทบาทให้เจ้าของชื่อเรื่องได้แอร์ไทม์ในหนังเยอะขึ้นเอาใจคนดูใน Godzilla: King of the Monster 2019 ซึ่งพอมาภาคนี้ไม่วายโดนคนบ่นอีกว่า หนังมืดมาก สู้กันแต่ตอนกลางคืน

รวมไปถึงพาร์ทดราม่าของมนุษย์ในเรื่องชวนให้ลำไยมาก พร้อมด้วยความยาวหนังที่ยาวเกิน 2 ชั่วโมง หลายเสียงบอกค่อนข้างยืดมาก ทำให้ ผกก. ต้องทำการบ้านอย่างหนัก จนแล้วจนรอดปี 2020 ค่ายหนังก็ประกาศเลื่อน

(หนีโควิด19) จาก มีนาคม ไปเป็น พฤศจิกายน และประกาศเลื่อนอีกครั้งมาเป็นปีนี้เดือน พฤษภาคม และเลื่อนขึ้นมาอีกรอบเป็น มีนาคม 2021 จนในที่สุดก็ได้ดูกันซักที

ตัวหนังในภาคนี้เป็นเรื่องราวหลังจากภาคก่อน 3 ปี เมื่อก็อดซิลล่าปรากฏตัวอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ได้มาเพื่อต่อสู้กับสัตว์ประหลาดยักษ์ กลายเป็นว่าก็อดซิลล่าออกอาละวาดทำลายศูนย์วิจัย

Godzilla Vs Kong

The Monster Universe Epilogue Since 2014 the movie Godzilla opens the Monster Universe for Legendary and Warner Bros., who owns a novel that can be said to be broken into two parts: Like. Critic But not like action moviegoers Probably because of the scene of Nong Godzilla Came out less than a competitor like

Mutos, causing the latter to adjust the role for the title owner to have more airtime in the movie, please the viewers in Godzilla: King of the Monster 2019, which when coming to this sector does not fail. The movie is very dark, but fights at night. Including the human drama in the story that invites longan very much Along with the length of the movie that is longer than 2 hours.

The movie in this movie is a story three years after the previous one, when Godzilla appears again. But this time didn’t come to fight the giant monsters. It turns out that Godzilla went on a rampage to destroy the research center.

Godzilla Vs Kong

ขอบคุณเนื้อหาจาก :  Google

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ : ที่นี่